หนึ่งในจุดที่ห้องปฏิบัติการมักโดน NC ในการตรวจประเมิน ISO/IEC 17025:2017 คือการแยกระหว่าง Method Validation และ Method Verification ไม่ออก ทั้งสองคำอยู่ในข้อกำหนดเดียวกันคือข้อ 7.2 แต่มีจุดประสงค์และความเข้มงวดต่างกันมาก การเลือกใช้ผิดประเภทอาจทำให้ผลทดสอบไม่น่าเชื่อถือและถูกตั้งคำถามในวัน Audit

บทความนี้จะอธิบายว่าเมื่อไหร่ต้องทำ Validation เมื่อไหร่แค่ Verification และต้องประเมิน parameter อะไรบ้างให้ครบ


ความแตกต่างหลักระหว่าง Validation และ Verification

หัวข้อ Method Validation Method Verification
จุดประสงค์ พิสูจน์ว่าวิธีใหม่ใช้งานได้จริง ยืนยันว่าวิธีมาตรฐานใช้ได้ในห้องแล็บของเรา
เมื่อไหร่ใช้ วิธีพัฒนาขึ้นเอง / ปรับแก้วิธีมาตรฐาน วิธีมาตรฐาน (ASTM, ISO, AOAC) ใช้ตรงๆ
ความเข้มงวด สูง ต้องประเมินทุก parameter ต่ำกว่า ประเมินเฉพาะ parameter หลัก
ระยะเวลา 2–6 เดือน 2–4 สัปดาห์
Documentation Validation Report เต็มรูปแบบ Verification Record

ข้อ 7.2.2.1 ของ ISO/IEC 17025:2017 ระบุชัดว่า ห้องแล็บต้อง validate วิธีที่ไม่ใช่มาตรฐาน, วิธีที่พัฒนาขึ้นเอง, วิธีมาตรฐานที่ใช้นอกขอบเขต และวิธีมาตรฐานที่มีการปรับแก้ ส่วนกรณีที่ใช้วิธีมาตรฐานตรงตามขอบเขต ต้องทำ Verification เพื่อยืนยันว่าทำได้จริง


Method Validation — เมื่อไหร่ต้องทำ

Validation คือกระบวนการเต็มรูปแบบเพื่อพิสูจน์ว่าวิธีทดสอบเหมาะสมกับการใช้งาน (Fit for Purpose) สถานการณ์ที่ต้อง Validate ได้แก่:

Parameters ที่ต้องประเมินใน Validation:

Parameter คำอธิบาย เกณฑ์ทั่วไป
Specificity / Selectivity แยกแยะ analyte จาก matrix อื่น ไม่มี interference
Linearity ความสัมพันธ์เชิงเส้นในช่วงที่กำหนด R² ≥ 0.995
Range ช่วงที่ใช้งานได้ ครอบคลุม working range จริง
Accuracy / Trueness ความใกล้เคียงกับค่าจริง Recovery 80–120% (ขึ้นกับ matrix)
Precision (Repeatability) ทำซ้ำใน 1 วัน RSD ≤ 5% (ขึ้นกับ analyte)
Precision (Intermediate) ทำซ้ำต่างวัน/ต่างคน RSD ≤ 10%
Detection Limit (LOD) ค่าต่ำสุดที่ตรวจพบ คำนวณจาก S/N = 3
Quantitation Limit (LOQ) ค่าต่ำสุดที่วัดได้แม่นยำ คำนวณจาก S/N = 10
Robustness ความทนต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ผลไม่เปลี่ยนเมื่อปรับตัวแปร ±10%

ทุก parameter ที่ประเมินต้องมี acceptance criteria ที่กำหนดล่วงหน้า และต้องมี Validation Protocol ที่อนุมัติก่อนเริ่ม


Method Verification — เมื่อไหร่ทำพอ

Verification คือการยืนยันว่าห้องแล็บสามารถทำวิธีมาตรฐานได้จริง โดยไม่ต้องประเมินทุก parameter เหมือน Validation สถานการณ์ที่ทำแค่ Verification ได้:

Parameters ที่นิยมประเมินใน Verification:

โดยทั่วไป Verification ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนตัวอย่างที่ทดสอบ


ตัวอย่างการตัดสินใจ

สถานการณ์ 1: ห้องแล็บอาหารต้องการทดสอบ Aflatoxin ในข้าว โดยใช้ AOAC 991.31 ตรงตามที่ระบุ → Verification เพียงพอ

สถานการณ์ 2: ห้องแล็บเดียวกันต้องการใช้ AOAC 991.31 ทดสอบ Aflatoxin ในถั่วลิสง (matrix ใหม่) → ต้อง Validation เพราะนอก scope ของ AOAC 991.31

สถานการณ์ 3: ห้องแล็บปรับปรุง sample preparation จาก 30 นาทีเป็น 15 นาที เพื่อประหยัดเวลา → ต้อง Validation (Partial Validation) เฉพาะส่วนที่เปลี่ยน

สถานการณ์ 4: ใช้เครื่อง HPLC ตัวใหม่แทนตัวเก่า แต่วิธีและ column เหมือนเดิม → Verification ก็พอ พร้อมตรวจ system suitability


Documentation ที่ต้องมี

Validation และ Verification ทุกครั้งต้องมีหลักฐาน เพราะ auditor จะขอดูในวันตรวจ:

สำหรับ Validation:

สำหรับ Verification:

ทั้งสองประเภทต้องมีการ Document Control ที่ถูกต้อง


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

1. เรียก Verification ว่า Validation หลายห้องแล็บใช้คำว่า "Validation" กับทุกกรณี ทำให้ผู้ตรวจคาดหวังเอกสารเต็มรูปแบบ แต่ห้องแล็บทำแค่ Verification ผลคือเอกสารไม่ครบและถูกออก NC

2. ไม่กำหนด Acceptance Criteria ล่วงหน้า

❌ ทำการทดลองก่อน แล้วค่อยตั้งเกณฑ์ตามผลที่ได้ ✅ ตั้งเกณฑ์ใน Validation Protocol ก่อนเริ่ม แล้วเทียบผลกับเกณฑ์

3. ไม่ Re-validate เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยน reagent supplier, เปลี่ยน column, หรือ matrix ที่ทดสอบเปลี่ยนไป ต้องประเมินว่าต้อง re-validate หรือไม่ การข้ามขั้นนี้คือสาเหตุที่ทำให้เกิด CAR ซ้ำ

4. ใช้ Validation report เก่าหลายปีโดยไม่ทบทวน ทุก Validation ควรมีอายุการใช้งานและการทบทวนเป็นระยะ มิเช่นนั้น auditor จะตั้งคำถามว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่


บทความที่เกี่ยวข้อง