การขอรับรองมาตรฐาน ISO ไม่ว่าจะเป็น ISO 9001:2015 หรือ ISO/IEC 17025:2017 คือกระบวนการที่ต้องการทั้งความเข้าใจในข้อกำหนด ความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ และหลักฐานที่เพียงพอ องค์กรที่ได้รับรองในรอบแรกส่วนใหญ่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน: เริ่มต้นด้วย Gap Analysis ที่ซื่อสัตย์


ISO 9001 vs ISO/IEC 17025 ต่างกันอย่างไร

ก่อนเริ่ม ต้องเข้าใจว่ากำลังขอรับรองมาตรฐานไหน เพราะขอบเขตและข้อกำหนดต่างกัน:

ISO 9001:2015 — ระบบบริหารคุณภาพ (Quality Management System)

ISO/IEC 17025:2017 — ความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบและสอบเทียบ


Phase 1: Gap Analysis (4–8 สัปดาห์)

Gap Analysis คือการเปรียบเทียบสิ่งที่มีอยู่กับสิ่งที่มาตรฐานกำหนด เป้าหมายคือรู้ว่า ขาดอะไร และ ขาดมากแค่ไหน

วิธีทำ Gap Analysis ที่ได้ผล:

  1. ดาวน์โหลดมาตรฐาน (หรือซื้อจาก TISI/ISO)
  2. ไล่ทีละข้อกำหนด และถามว่า "เรามีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าทำข้อนี้ได้"
  3. ให้คะแนนแต่ละข้อ: Compliant / Partial / Not Compliant
  4. ข้อที่ Partial หรือ Not Compliant คือ Action Item ที่ต้องแก้ไข

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน Gap Analysis:


Phase 2: จัดทำระบบเอกสาร (2–4 เดือน)

เอกสารที่ต้องมีแบ่งเป็น 2 ระดับ:

Mandatory Documents ตาม ISO/IEC 17025:2017

เอกสาร ข้อกำหนด
นโยบายความเป็นกลาง (Impartiality Policy) ข้อ 4.1
ขั้นตอนควบคุมเอกสาร ข้อ 8.3
ขั้นตอนควบคุมงานที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ข้อ 7.10
ขั้นตอนการจัดการข้อร้องเรียน ข้อ 7.9
ขั้นตอน Internal Audit ข้อ 8.7
ขั้นตอน Management Review ข้อ 8.9
Calibration Procedure สำหรับทุก method ที่ขอรับรอง ข้อ 7.2
Method Validation / Verification Record ข้อ 7.2.2
Uncertainty Budget ข้อ 7.6

Mandatory Documents ตาม ISO 9001:2015

เอกสาร ข้อกำหนด
ขอบเขตของระบบบริหารคุณภาพ ข้อ 4.3
นโยบายคุณภาพ ข้อ 5.2
วัตถุประสงค์คุณภาพ ข้อ 6.2
Competency Records ข้อ 7.2
Internal Audit Results ข้อ 9.2
Management Review Minutes ข้อ 9.3
Nonconformity and Corrective Action Records ข้อ 10.2

เคล็ดลับ: เขียนเอกสารให้สั้นและปฏิบัติได้จริง Auditor ไม่ได้ให้คะแนนตามความยาว แต่ดูว่าพนักงานใช้จริงหรือเปล่า


Phase 3: Internal Audit และ Management Review (4–6 สัปดาห์)

ก่อนยื่นขอรับรองจากหน่วยงานภายนอก ต้องทำ Internal Audit อย่างน้อย 1 รอบที่ครอบคลุมทุก clause ของมาตรฐาน และทำ Management Review เพื่อให้ผู้บริหารรับทราบผลและอนุมัติแนวทางปรับปรุง

Internal Audit ที่ดีต้องมี:

หากพบ NC ใน Internal Audit ให้มองว่าเป็นโอกาส เพราะดีกว่าให้ auditor ภายนอกพบในวัน Stage 2


Phase 4: Stage 1 และ Stage 2 Audit

Stage 1 Audit (Document Review) Auditor จะมาตรวจเอกสารและความพร้อมของระบบ ประมาณ 1–2 วัน ผลที่ได้คือรายการสิ่งที่ต้องแก้ไขก่อน Stage 2 หากพบ Major Issue อาจต้องเลื่อน Stage 2 ออกไป

สิ่งที่ auditor ดูใน Stage 1:

Stage 2 Audit (Compliance Assessment) ใช้เวลา 2–5 วันขึ้นอยู่กับขนาดองค์กรและ scope ที่ขอรับรอง Auditor จะสัมภาษณ์พนักงาน ตรวจเอกสารจริง และดูการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่

สาเหตุหลักที่ทำให้ Stage 2 ไม่ผ่าน:


ระยะเวลาที่ควรวางแผน

ค่าใช้จ่ายหลัก ได้แก่ ค่า Certification Body, ค่าอบรมบุคลากร, ค่าสอบเทียบเครื่องมือ และหากจ้าง Consultant ด้วยจะเพิ่มขึ้นอีก 30–50% แต่ลดเวลาได้มาก


คำแนะนำสุดท้าย

อย่าสร้างระบบเพื่อ Audit แต่สร้างระบบเพื่อให้งานดีขึ้น Auditor มีประสบการณ์พอที่จะแยกออกว่าองค์กรทำจริงหรือทำเพื่อให้ผ่าน ระบบที่ทำงานได้จริงทุกวันจะผ่าน Audit เองโดยไม่ต้องเตรียมพิเศษ


บทความที่เกี่ยวข้อง